หนังในใจ (movie in mine)

posted on 03 Feb 2011 18:05 by storyonthewall

 

 

 Sideways (2004) กำกับโดย Alexander Payne

หนังนิ่มๆ เรียบๆง่ายๆ ไม่หวือหวา ไม่ตั้งใจดูอาจหลับ    

เมื่อเพื่อนรักจะแต่งงาน จึงเห็นสมควรจะมีการเดินทางเที่ยวสละโสด เป็นการออกเดินทางเพื่อเที่ยวชิมไวน์ต่างเมือง แต่เมื่อพวกเขาไปพบผู้หญิงสองคน การเดินออกนอกลู่นอกทางขอพวกเขาก็เริ่มต้นขึ้น

สื่งที่โดดเด่นของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่อารมณ์เด็กๆของผู้ใหญ่ การตัดสินใจทำอะไรบางอย่างแบบโง่ๆ ทึ่มๆ ที่สื่อสภาวะจริงของคนออกมาได้ชัดเจน นิสัยตัวละครแต่ละตัวโดดเด่นมาก ฉากที่ชอบมากคือพระเอกไปงานแต่งเพื่อน แล้วเจอแฟนเก่าที่มากับแฟนใหม่ และกำลังตั้งท้อง ทั้งคู่ยืนคุยกันด้วยความรู้สึกใหม่  และการพยามทำตัวให้ดูเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ขึ้นของพระเอกตอนที่เจอหน้าแฟนเก่าเป็นฉากที่น่ารักมาก มันทำให้รู้สึกได้ว่า เขาพยามจะเปลี่ยน พยามจะคิดว่าตัวเองลืมเธอได้ แต่เมื่อเจอเธอ เขาพบว่าเธอเปลี่ยนไป อย่างเป็นธรรมชาติ รับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น มีชีวิตใหม่ เป็นผู้ใหญ่ แต่เขายังจมอยู่ที่เดิม กลายเป็นการตัดสินใจในตอนท้าย อารมณ์ประมาณว่า "เอาว่ะ กูต้องทำอะไรซักอย่างบ้างแล้ว"             

 

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

Great Expectations (1998) กำกับโดย Alfonso Cuarón (สร้างมาจากนิยายของ Charles Dickens) 

หนังสนุก ปวด เชียร์พระเอกอยู่ตลอดเวลา หายใจไม่ทั่วท้อง

"ผมจะไม่เล่าว่ามันเกิดขึ้นยังไง แต่จะเล่าเท่าที่จำได้"  ขั้นประโยคเปิดเรื่องผมก็รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้แล้วนิดๆ มันจะป็นยังไงถ้าคุณเป็นแค่ลูกชาวประมง แต่ดันไปหลงรักหลานสาวเศรษฐี มันเป็นความคาดหวังที่สูงเกินไปรึเปล่า?

ในเรื่องพระเอกต้องวิ่งตามนางเอกอยู่ตลอดเวลา แล้วทุกครั้งที่เธอโพล่มา เธอจะยั่วให้หลง!!(น่าโมโหชะมัด) แล้วก็หายไปดื้อๆ พระเอกก็จะหลงหัวปักหัวปำ เหมือนเกมส์อันตราย ที่หากเขาก้าวพลาดไปเพียงนิดเดียว เธอจะหลุดลอยไป และเขาจะจมอยู่กับความผิดหวังหลายปี (และมันมักจะเป็นแบบนั้น) หนังเล่าเรื่องเหมือนบางอย่างเป็นภาพลวง จัดฉาก มีหลายฉากที่ทำให้คนดูมีอารมณ์ไม่น่าไว้ใจ เพื่อเปรียบเปรยกับความไม่จีรังของสิ่งที่พระเอกวิ่งตาม บางทีมันก็หลอกเรา เราแค่หลงมัน        

สิ่งที่โดนตัวเองคือ พระเอกเป็นศิลปิน นักวาดภาพ เขามักจะวาดสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

"คุณคิดราคางานศิลปะของคุณอย่างไร เป็นนิ้ว หรือตารางนิ้ว" (ประโยคปวด)

               

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

The Imaginarium of Doctor Parnassus (2009) กำกับโดย Terry Gilliam 

หนังแฟนตาซี สนุก ตลกร้าย หนังนาน (สิ่งที่ทุกคนพูดถึงเรื่องนี้คือ หนังเรื่องสุดท้ายของ Heath Ledger)

หากดูไปโดยไม่รู้ชื่อผู้กำกับ จะคิดว่านี่คงเป็นหนังทิม เบอร์ตัน ดูไปเกือบครึ่งเรื่อง ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นพระเอก!! ไอเดียหนังเรื่องนี้จัดมาก เป็นการพนันระหว่าง ตาแก่ผู้เป็นอมตะ(ดร.พานาซัส) กับปีศาจตนหนึ่ง หนังเล่าเรื่องของคณะละครเล่ข้างถนน ที่เชื้อเชิญให้คนดูเข้าไปในกระจกบานหนึ่ง ซึ่งเป็นทางเข้าสู้โลกในจิตนาการของ ดร.พานาซัส คนที่เข้าไปจะพบกับสิ่งสวยงาม ภาพในฝันของตัวเอง เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ แต่ในนั้นจะมีกับดักที่ปีศาจมาวางไว้เป็นทางเลือก เป็นทางลัดไปสู่นรก ซึ่งคนที่เข้าไปจะเลือกทางไหนก็ได้ สวรรค์ หรือ นรก   

ดูเรื่องนี้จบ ผมรู้สึกอิ่ม เหมือนเราได้อะไรจากหนังเยอะ และหนังเทพแบบนี้ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ

 

     

 

                               

 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

Children of Men (2006กำกับโดย Alfonso Cuarón 

หนังจริงจัง วิทยาศาตร์ อนาคต ภาพสวย เร้าใจ ไม่หลับ

หนังเล่าเรื่อง ปี คศ.2027 คนที่อายุน้อยที่สุดในโลกคือชาย 18 ปี 4 เดือน เพราะโรคผู้หญิงทั้งโลกเป็นโรคหมัน มา 18 ปีแล้ว ไ่ม่มีเด็ก ไม่มีการให้กำเนิดมนุษย์เลยในระยะ 18 ปี ทั้งโลกกำลังทำสงครามกัน แม้กระทั่งสงครามระหว่างรัฐ ระหว่างเมือง ระหว่างหมู่บ้าน ในปีที่ความแตกต่างมีปัญหาหมด เผ่าพันธ์ สีผิว ฐานะ อุดมการณ์

จู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเกิดตั้งท้องขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ และพระเอกที่มีอดีตภรรยาเป็นนักปฏิวัติ  ได้รับหน้าที่ไปดูแล ทำคลอด พาเด็กและหญิงสาวเดินทางไปส่งยังชายแดน

 หนังมีคำโปรยเท่ๆ ว่า  no children,no future ,no hope

นัยยะของหนังมีอยู่เยอะมากพอที่จะทำให้กลับไปดูได้สองสามรอบโดยไม่เบื่อ

ชื่อของหนังคำว่า children of men เปรียบได้เหมือนความเป็นเด็กในผู้ใหญ่ในยุคสมั้ยนั้น(ไม่ได้หมายถึงเด็กทารกในเรื่องโดยตรง) ผู้ใหญ่ที่ยังทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เข่นฆ่า ทำสงครามกับคนต่างอุดมการณ์ วุฒิภาวะที่สูงขึ้นนั้นกลับเด็กลง และสร้างปัญหาให้กับโลก มากกว่าที่จะช่วยกันแก้ 

หนังมีฉาก ที่ contrast กันแบบที่เราสามารถร้องไห้ออกมาได้ ฉากพระเอกอุ้มเด็กลงมาจากตึก ในขณะที่ทหารกำัลังยิงผู้คน ผู้คนก็ต่างตื่นเต้นกับการได้เห็นเด็กทารก ราวกับได้เห็นพระเจ้า คนที่กำลังรบกัน หันมาให้ความสนใจเด็กทารก เด็กช่วยหยุดสงครามได้ (อย่างน้อยก็วูบหนึึ่่่ง) 

 

 

 

 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 Mother (2009) กำกับโดย Joon-ho Bong (บง จุน โฮ The Host)

จะบอกว่าเป็นหนังสืบสวนสอบสวน ก็คงไม่ใช่ ,หนังนาน,ตลกร้าย(มากๆ) 

แม่ที่มีลูกปัญญาอ่อน และลูกดันไปโดนคดีฆ่าคนตาย ลูกชายเพี้ยนๆก็จำนู่นจำนี่ไม่ค่อยได้ แม่ที่ไม่เชื่อว่าลูกชายแสนบริสุทธิ์ของเธอจะฆ่าคนลงได้ ก็ตามสืบเรื่องราว ตามหาฆาตกรตัวจริง เพื่อให้ลูกชายตัวเองพ้นผิด (บทจะเท่ไปไหน)

ดูแล้วสงสารแม่คนนี้มากๆ ลูกชายก็เอ๋อได้ใจมากครับ

หนังของบง จุน โฮ มักจะเป็นหนังที่ตัวละครหลัก มักมีแรงขับเคลื่อนจากความเจ็บปวด แต่เรื่องนี้บอกได้ว่าเจ็บปวดจนชวนชอคได้เลย

 

     

 

 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------

  

 

 

Almost Famous (2000) กำกับโดย Cameron Crowe

หนังสนุก เรียนรู้ชีวิต แง่มุม ใช้การเดินทางเพื่อเรียนรู้ และเติบโตขึ้น

"ฉันต้องกลับบ้าน" เขาพูดกับเธอ ขณะที่อยู่บนรถบัสทัวร์คอนเสริตท์ของวงดนตรีชื่อดัง

"เธอกำลังอยู่บ้าน" เธอบอกเขา

หนังเล่าเรื่องของวงดนตรีที่ดังเป็นพลุแตก ช่วงยุค 70-80  พระเอกเป็นเด็กอายุ 15 ที่เป็นสปายเขียนข่าวส่งนิตยสารโลลิ่งสโตน โดยที่โลลิ่งสโตนเองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นเด็กอายุ 15 และเขาเองก็ไม่รู้อายุนางเอก หรือแม้แต่ชื่อจริงๆของนางเอก เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่านั่นใช่ชื่อเธอรึเปล่า หนังมีอารมณ์ของช่วงชีวิตวัยรุ่นรั่วๆ ที่ทำตามใจ ไปไหนไปกัน ปลดปล่อยอารมณ์จากการเป็นเด็กที่พ่อแม่เข้มงวด สะเสือกกระสนอยากออกไปเรียนรู้ชีวิต โดยจงใจทิ้งชีวิตจริงที่บ้านให้หลุดไปช่วงนึง

และเขาก็ได้เรียนรู้มันจริงๆ ซะด้วย

 

 

 

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

Spring, Summer, Fall, Winter... and Spring (2003) กำกับโดย Kim Ki-Duk

หนังเงียบ สัญลักษณ์ ปรัชญา ชีวิต เรียนรู้โลก เรียนรู้ธรรม

แค่ชื่อเรื่องก็เท่แล้ว วันเวียนกันสามฤดูเหมือนชื่อเรื่อง เป็นนัยยะว่าทุกสิ่งล้วนหมุนเวียน เวลาเปลี่ยน จิตใจเปลี่ยน วัดกลางน้ำ ถ่ายอยู่ที่เดียวทั้งเรื่อง แต่ใช้เวลากว่า1 ปี เพื่อรอให้ฤดูกาลผ่านไปตามธรรมชาติจริงๆ! เป็นหนังที่ผมดูแล้วรู้สึกสะอึกกับการใช้สัญลักษณ์ในเรื่อง ที่ไร้ซึ่งการอธิบายเป็นคำพูด ทุกอย่างมีความหมายหมด เต่า งู กบ ปลา 

ไก่  = วัยหนุ่ม ,แมว = วัยชรา เชื่องช้า สงบ, งู = อำนาจ พลัง การเป็นเจ้าของ,ประตูที่ตั้งอยู่โล่งๆ ไม่มีฝากั้น = การปฎิบัติตามกฎ จะเข้าออกต้องปฎิบัติอยู่ในศีลในธรรม อยู่กับร่องกับรอย แม้จะมองไม่เห็นผนังกั้น การที่พระเอกนั่งบนรูปปั้นสิงโต = การละซึ่งความเคารพ เรือในน้ำ+ไม่มีเชือกผูก = ความล่องลอยของอารมณ์ ความเลื่อนลอย  และอีกมากมายร้อยแปดสิ่ง ที่สามารถตีความได้ในหนังเรื่องนี้    

รู้มาว่า ผู้กำกับ Kim Ki-Duk ที่จริงนับถือศาสนา คริสต์ !! แต่ทำหนังพุทธ เซน ได้เหมือนเข้าใจอย่างถ่องแท้ 

ต้องดู!!

 

      

 

  ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

Paranoid Park (2007) กำกับโดย Gus Van Sant

หนังง่วง หนังซึ่ม บันทึกประสบการณ์ วัยรุ่นกับปัญหา (ง่วงๆมาแนะนำว่าอย่าเพิ่งดู)

เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะดูน่าเบื่อสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่ง การมีปัญหาบางอย่างในใจ ที่บอกใครไม่ได้(ผมเองก็บอกไม่ได้ บอกแล้วจะถือว่าสปอยเลยทีเดียว) ปัญหานั้นทำให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งถึงกับนอยด์ได้ (พารานอยด์จริงๆ..) หนังในรูปแบบนี้เป็นหนังที่ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในใจตัวละคร ไม่ต้องไปคาดหวังจำคำพูดเท่ๆจากตัวละครเหมือนหนังฮอลลีวู๊ดทั่วๆไป (เพราะมันแทบจะไม่มี) แต่ผมชอบเรื่องนี้ที่มัน นอยด์ ได้ใจ เราจะเห็นได้ว่าประสบการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นในเรื่อง เช่น การเปิดซิงแฟนสาว การได้เล่นสก็ต ทำกิจกรรมที่น่าจะนำความตื่นเต้นมาให้วัยรุ่น กลับทำให้นอยด์ได้ (คืออะำไรๆก็กลายเป็นเรื่องเรื่อยเปื่อยไปเลย ถ้าสิ่งนั้นยังอยู่ในหัว)

 

 

 

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 The Edge of Heaven (2007) กำกับโดย Faih Akin  (หนังไม่เข้าไทย)

หนังนัยยะทางการเมือง วัยรุ่น หนังเชื่อมโยงเหตุการณ์ อุดมการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว รักระหว่างเพศ

 หนังเรื่องนี้ทำให้ผมขนลุก การเล่าเรื่อง นักแสดง การเขียนบท หนังแบบนี้ทำให้ดูรู้ว่าผู้กำกับเป็นคนฉลาดมาก แม้จะไม่ใช่หนังฮอลลีวู๊ดที่โด่งดังเปรี๊ยงปร้าง แต่ถ่ายทำนอกประเทศ เขื่อมโยงเหตุการณ์คล้ายๆกับ bable แต่มีนัยยะซ่อนไว้มากกว่า หนังเรื่องนี้เหมือนนิยายดีๆสักเรื่อง ทีมีปมซ่อนไว้ให้คนดูแก้ (แต่ตัวหนังไม่แก้ให้)  ถ้าเราดูไปเดาไปตามสไตล์หนังฮอลลีวู๊ดเราต้องคิดว่ามันจะแก้ปมให้ในตอนท้าย ให้ตัวละครร้องอ๋อ อย่างนี้นี่เอง แล้วก็แฮปปี้กันไป(แต่เสือกไม่แก้!!! มึงแน่มาก)

 

 

 

  ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

Head On (2004) กำกับโดย Fatih Akin 

รัก ปวด ผู้หญิงรั่วๆ

สิบนาทีแรกที่ได้ดู บทมันป่วนจิตมากครับ ผู้หญิงแบบนี้ก็มีด้วย น่ากลัวด้วย เจอกันวันเดียวก็ขอแต่งงานซะงั้น ด้วยข้อตกลงบางอย่าง "คุณไม่ต้องรักฉันก็ได้ เราแค่แต่งงานกัน" แค่ทำให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวนางเอกสบายใจ ที่ได้แต่งงานกับคนที่มีเชื่อสายเดียวกัน ทั้งคู่ทำตามกฎ แยกห้องนอน ไปๆมาๆเกิดรักกันขึ้นมา เธอเองก็รู้ว่าเธอแย่ เธอหนีหายไปต่างประเทศเป็นปีๆ พระเอกตามหาเธอ เป็นหนังที่ดูเหมือนหนังอันตรายแบบที่ว่า คงรักกันไม่ได้หรอกถ้าเธอเป็นแบบนี้ ใครจะมารับได้ล่ะแบบนี้ ใครจะบ้าพอ ผู้หญิงแบบนี้

แต่ดูเหมือนพระเอกของเราบ้าพอครับ  

 

 

 

  ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

The Sun Also Rises (2007) กำกับโดย Wen Jiang

หนังแปลก หนังอาร์ตด้วย ฮาด้วย งงด้วย

เหตุการณ์ในหนังแบ่งออกเป็นหนังสั้นย่อยๆ ได้ 4 ตอน ที่เชื่อมต่อกันบ้าง และไม่เชื่อมต่อกันบ้าง  เวลาเชื่อมก็ดันไปเชื่อมด้วยอะไรแปลกๆบ้าๆ คือก็เชื่อมแหล่ะ แต่มันนิดๆ มาก หนังหลอกเราให้คิดไปนู่นไปนี่เยอะๆ แต่พอดูไปเรื่อยๆแล้ว เออ..บางทีไม่ต้องคิดก็ได้ เหมือนบางอย่างจะมีเหตุผลมารองรับ เหมือนบางอย่างจะไม่มี (และก็ทำให้มันดูคลุมเครือเหมือนกับว่ามี) นี่เป็นความกวนส้นตีนของหนัง บางตอนมีอารมณ์เหมือนตำนาน แก่ๆเก่าๆ บางตอนประสบการณ์เรื่องเล่าของคนรุ่นปู่     

ผมชอบที่หนังถ่ายทำในป่า หมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งปกติคนทำหนังพีเรียด จะไม่ทำแนวนี้มาอาร์ตสไตล์นี้ มันเลยแปลก ปกติเราจะเห็นหนังพีเรียดของจีนเป็นหนังกำลังภายใน สู้รับกัน หรือรักหวานซึ้งซะมากกว่า ไม่ค่อยมีใครมาทำแบบนี้ 

บางบทบางตอน จะดำเนินเรื่องเนิบๆ ช้าๆ เหมือนไม่ซีเรียส บางตอนก็จะมีตลก ลูกบ้าเยอะเช่น แม่ลูกคู่หนึ่ง ที่จู่ๆ ไปเห็นนกตัวหนึ่ง แล้วเกิดเพี้ยนขึ้นมาดื้อๆ ปีนต้นไม้บ้าง พูดอะไรเพ้อๆบ้าง 

ชาวบ้าน : "ไปดูแม่แกหน่อย แม่แกปีนต้นไม้อีกแล้ว"

ลูก วิ่งไป : "แม่ ทำอะไรน๊ะ ขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ทำไม แล้ว...แม่ขึ้นไปได้ไงเนี่ย!!" 

 

 

 

 

  ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

The Sky Crawlers (2008) กำกับโดย Mamoru Oshii

ไม่ใช่การ์ตูนเอนิเมชั่นที่ให้เด็กดู นี่มันหนังอาร์ตชัดๆ ไม่ใช่หนังแอ็กชั่น เหมือนที่ใน Trailer พยามบอก ตัวเรื่องจริงๆดำเนินเรื่องไปเรื่อยเปื่อย ช้าๆ คล้ายกับสไตล์หนัง Gus Van Sant

เป็นเรื่องของกลุ่มนักบิน ที่ถูกโคลนนิ่งมา ทุกคนจะเป็นเด็กที่ไม่มีวันโต แต่มีความสามารถเหมือนกันทุกรุ่น หากว่าใครตาย จะมีนักบินคนใหม่มาประจำการแทน และบุคลิกนิสัยหรือฝีมือ ก็จะเหมือนกันคนที่ตายไปก่อนหน้า พวกเขาใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อย เหมือนกับหุ่นยนต์ นางเอกที่นิ่ง เยือกเย็น ไร้อารมณ์ได้ใจ (เป็นตัวบอกว่าเหตุการณ์พวกนี้แสนธรรมดา เพราะเธอเองก็เห็นมันมานับครั้งไม่ถ้วน) 

ในหนังมีฉากสูบบุหรี่ตลอดเวลา มีเซ็กส์ และคำพูดเป็นนัยยะตลอดเวลา ไม่ใช่หนังตื่นเต้น ดูสนุกสนาน แบบที่เด็กชอบ ที่เลยสามารถบอกได้เลยว่านี่ไม่ใช่หนังเด็กครับ สำหรับ คนชอบหนังอาร์ต เรื่องนี้ น่าดู 

 

 

 

 

  ---------------------------------------------------------------------------------------------------------